โกจิสามารถลดอันตรายความเป็นกรดในเลือดได้อย่างไร?

     ในช่วงที่เราเรียนชั้นมัธยม เรารู้ว่าเลือดเป็นของเหลวสำคัญที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย โดยนำออกซิเจน สารอาหาร และของเสียในร่างกาย เลือดมีความหนาแน่นเนื่องจากประกอบด้วยเซลล์นานาชนิดซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน นอกจากน้ำแล้วน้ำเลือดยังประกอบด้วยเกลือ น้ำตาล และสารอื่นๆ และที่สำคัญที่สุด เลือดมีส่วนประกอบที่เป็นโปรตีนซึ่งขนส่งสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้นเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ในการต่อต้านเชื้อโรคโดยเฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่จะมีปริมาณเลือดประมาณ 5.6 ลิตรไหลเวียนไปตาม หัวใจ ปอด เส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ หลอดเลือดเล็กและเซลล์ต่างๆ ทำหน้าที่ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

• ลำเลียงสารอาหารที่สำคัญไปยังเซลล์ต่างๆ
• กำจัดสิ่งปฏิกูลในเลือด
• จำแนกสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน (สารแปลกปลอม) และผลิตเม็ดเลือดขาว (ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย)
• ช่วยปิดบาดแผลและรอยข่วน
• ช่วยเสริมสร้างออกซิเจนและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ร่างกายมนุษย์ได้ถูกโปรแกรมไว้ให้ทำการแก้ไขเกี่ยวกับการหายใจหรือภาวะความเป็นกรดของเมตาบอลิซึมเพื่อที่จะคงระดับค่า pH ที่เป็นกลาง ตัวอย่างเช่น หากภาวะความเป็นกรดเกิดจากมีคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป (ซึ่งก็คือกรด) ร่างกายก็จะทำการปรับค่า pH โดยการกักเก็บไบคาร์โบเนต (ค่าที่เป็นเบส) ภาวะความเป็นกรดจากการหายใจเกิดขึ้นได้เมื่อมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายมากเกินไป

     เลือดยังเป็นเครื่องวัดสุขภาพของเราได้เป็นอย่างดี ร่างกายของเราถูกออกแบบมาเพื่อที่ของเหลวจะมีค่าเป็นด่างเล็กน้อยบางส่วนของร่างกายก็มีความเป็นกรดเพื่อที่จะปกป้องเราจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่นผิวหนัง กระเพาะ และช่องคลอด เมื่อเซลล์ทำงานอย่างเป็นปกติ มันก็จะผลิตกรดอ่อนๆ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และถูกกำจัดออกจากปอด

ด้วยการโภชนาการแบบตะวันตก ซึ่งมีการบริโภคโปรตีน คาร์โบไฮเดรตละเอียด และไขมันสัตว์ที่มากเกินไป เราได้ทำให้ตัวเองมีภาวะเสี่ยงในทางการแพทย์ ซึ่งหมายความว่าเราได้ทำให้ร่างกายของเราเป็นกรด เนื่องจากเป้าหมายของร่างกายเราคือการรักษาสมดุลย์ มันจึงทำงานอย่างหนักเพื่อคืนความสมดุลย์นั้นและการทำให้เป็นกลางระหว่างกรดและด่าง

     ความสมดุลย์นี้เรียกว่า homeostasis (การที่สภาวะแวดล้อมต่างๆ ในร่างกายคงที่) ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเป็นความสมดุลย์ที่เหมาะสมที่สุดของการมีร่างกายที่แข็งแรง เมื่อร่างกายสูญเสียความสมดุลย์ ความผิดปกติก็จะเกิดขึ้น ความผิดปกตินี้ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่เป็นการแสดงออกของความพยายามของร่างกายในการต่อต้านส่วนที่อ่อนแอที่สุดและพาตัวเองคืนสู่ความสมดุลย์

ในการคืนความสมดุลย์นั้น แคลเซียมจากกระดูกหรือไนโตรเจนจากเซลล์กล้ามเนื้อ จะถูกนำออกไปทางสายเลือดเพื่อการขับถ่าย ดร. ปีเตอร์ ลาซาร์นิคซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดกระดูกสันหลังและได้ประกอบอาชีพในรัฐจอร์เจียมากว่า 28 ปี กล่าวว่าเมื่อเราบริโภคโปรตีนจำนวนมาก – เช่นการรับประทานเนื้อเสต็กหนัก 16 ออนซ์ – กรดเปรี้ยวก็จะถูกสร้างขึ้นในร่างกาย “นี่เป็นการทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงาน ทำให้ร่างกายมีความเป็นกรด และสร้างสภาวะสำหรับความเจ็บป่วยแทนการสร้างเสริมสุขภาพ”

กรดในเลือดของเรา

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า จบวิชาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยเปอร์โต ริโก้ เมื่อปี 1984 ท่านได้ฝึกงานและฝึกเป็นแพทย์ประจำทางด้านวิทยาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลจอห์น ฮอพกิ้นส์ และโรงเรียนทางการแพทย์ ในรัฐบัลติมอร์

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้าได้ทุ่มเทเวลาในการวิจัยและส่งเสริมการโชนาการทางการแพทย์สำหรับการจัดการกับโรค

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า กล่าวว่ามีการประเมินค่าโรคที่ไม่เกี่ยวกับร่างกายต่ำเกินไป “มีความเจ็บป่วยมากมายที่เกิดขึ้นในโลกตอนนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน” เขากล่าว “สิ่งที่เหมือนกันก็คือความเป็นกรด อาจจะเป็นเพราะการสะสมของพิษหรือเพราะระบบภูมิคุ้มกันที่โดนกด ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือสิ่งเดียวกัน นั่นคือการเพิ่มขึ้นของภาวะความเป็นกรดในร่างกาย”

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า เริ่มใช้แถบกระดาษลิตมัสกับผู้ป่วย กระดาษลิตมัสถูกนำมาใช้เพื่อวัดความเป็นกรดหรือด่างการนำแถบกระดาษลิตมัสไปวางไว้ที่ปากของคนไข้ เขาก็จะได้อ่านค่าความเป็นด่างของร่างกาย “น้ำลายเป็นที่หนึ่งในไม่กี่แห่งที่มนุษย์ควรมีค่าความเป็นด่าง” เขากล่าว “หากคุณมีภาวะความเป็นกรด มันก็กำลังกัดกินฟันและเหงือกของคุณ และมันก็เป็นการบ่งชี้ว่าร่างกายของคุณมีความเป็นกรดอยู่ ดังนั้นนี่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการวัดว่าคุณมีสุขภาพอย่างไรด้วยวิธีที่เรียบง่าย และคุณก็จะได้ไม่ต้องไปหาหมอด้วย

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า ได้ทำการศึกษาสภาวะ “ก่อน” และ “หลัง” ของผลกระทบที่เกิดจากการรักษาต่างๆเกี่ยวกับเลือดมาเป็นเวลาหลายปี เขายังได้วางแผนระบบของการศึกษาเลือด “ที่มีชีวิต” โดยใช้กล้องไมโครส-โคป และกล้องวีโอเพื่อการบันทึก ด้านล่างเป็นภาพสไลด์ตัวอย่างเลือดของมนุษย์จากการศึกษาวิจัยของดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า ในเลือดของผู้ป่วยในระยะเวลา 7 วัน

เลือดที่มีความเป็นกรดสูง

นี่เป็นเลือดของคนไข้คนหนึ่งของผมก่อนที่เขาจะเริ่มดื่มโกจิ มันดูเหมือนกับเหรียญที่เรียงตัวติดกันอยู่ มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น มันควรจะอยู่อิสระจากกันและกันโดยมีลักษณะกลมมนและลอยอยู่รอบๆ เพื่อนำออกซิเจน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเลยที่นี่เลือดมีภาวะความเป็นกรดสูงมาก ดังนั้นในคนไข้คนนี้ไม่มีการลำเลียงออกซิเจนที่
เพียงพอ

จุดเล็กๆ ที่ด้านหลังคือแบคทีเรียในเลือด เราไม่ได้ปลอดเชื้อ ในคนไข้รายนี้มีระดับแบคทีเรียที่สูงกว่าปกติ ส่วนจุดดำๆ ที่อยู่ด้านหลังเป็นชิ้นส่วนของคลอเลสเตอรอล

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการดื่มโกจิ

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการดื่มโกจิ จูส 24-36 ชั่วโมงในคนไข้รายเดียวกันเซลล์ได้มีการแยกตัว ซึ่งหมายความว่าเลือดมีความเป็นด่างมากขึ้น การลำเลียงออกซิเจนที่ดีขึ้น แบคทีเรียที่ลอยตัวอยู่ด้านหลังยังคงมีอยู่ แต่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ตรงกลางได้ขยับตัวขึ้นและมีขนาดกว้างขึ้น มันควรที่จะเคลื่อนตัวไปรอบๆ เลือดเพื่อกินแบคทีเรีย กินชิ้นส่วนของคลอเลสเตอรอล และจดจำว่าสิ่งใดควรและไม่ควรอยู่ที่ตรงนั้น

อีกครั้งหนึ่ง เซลล์เม็ดเลือดขาวมีขนาดที่กว้างขึ้น เพราะมันมีการขยับไปที่ด้านบนและด้านข้าง ขอบของมันไม่ได้ถูกจำกัด

อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

หลังจากการดื่มโกจิเป็นเวลา 7 วัน โปรดดูที่เซลล์ จะเห็นว่าภาวะเลือดจางที่น้อยมาก มีเพียงเล็กน้อยที่มุมด้านล่างขวามือ เซลล์ส่วนใหญ่มีความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin) ดังนั้นเราจึงมองเห็นระดับของเซลล์เลือดว่าโกจิและความเป็นด่างในเลือดมีผลต่อการวัด ที่ทำให้เรารู้ว่าสร้างความแตกต่างในการทำนายว่าคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เซลล์เม็ดเลือดขาวก็ดูแข็งแรง มีขอบที่ดูดี ไม่เหมือนกับภาพแรกที่เราได้ดู

ความสัมพันธ์ของเลือด

ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้า ได้ทำการศึกษาผลกระทบของน้ำโกจิต่อร่างกายของมนุษย์มากว่า 3 ปี เขาได้เริ่มโดยให้คนไข้จำนวน 85 คนดื่มน้ำโกจิภายใต้การดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการตรวจเลือดทุกสัปดาห์ คนไข้ได้รับการแนะนำให้ดื่ม1-15 ออนซ์ต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้าต้องการใช้เพื่อปรับค่าความเป็นด่าง “เราต่างก็มีสารพิษที่แตกต่างกันภายในร่างกาย” เขากล่าว “ดังนั้นผมจึงกำหนดปริมาณให้กับคนไข้ตามความต้องการแต่ละคน คนไข้จะได้รับการวัดค่าที่น้ำลายด้วยแถบกระดาษลิตมัสก่อนการดื่มน้ำโกจิ “มันมักจะได้ค่าความเป็นกรด” ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้ากล่าว “แล้วพวกเขาก็ดื่มโกจิทันทีที่ค่า pH เป็น 7.4 หรือแถบเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ผมก็รู้ว่าปริมาณนั้นพอเหมาะกับคนไข้คนนั้นๆ”

เขาสังเกตเห็นว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นด่าง ความเจ็บป่วยก็หายไปด้วย นี่รวมถึงโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคอ้วน คลอเลสเตอรอลสูง ข้อต่ออักเสบ หรือความเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความไม่สบายของร่างกายหรือจิตใจรวมถึงโรคสมาธิสั้น ความเครียด และความกังวล “ผมต้องการที่จะเปรียบเทียบ และยืนยัน” ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้ากล่าว เขาพบว่าคนไข้ร้อยละ 90 ได้เปลี่ยนความเป็นกรดสู่ความเป็นด่างเพียงแค่ดื่มน้ำโกจิเท่านั้น

แล้วดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้าก็ได้ทำการสำรวจต่อว่าโกจิได้สร้างความแตกต่างอะไรให้กับความเจ็บไข้ได้บ้าง รวมถึงคนไข้ที่อยู่ภายใต้การรักษามะเร็ง,การรักษาโดยใช้รังสีหรือเคมี “คนไข้หลายคนมีอาการดีขึ้นในทางระดับเลือดในระหว่างการรักษา” เขากล่าว “ดังนั้น นี่เป็นบ่งชี้ว่ามันเป็นการปกป้องไขกระดูกที่สำคัญมากในระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง”

เขายังได้สังเกตดูคนไข้ร้อยละ 67 ที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูง ลดลงถึง 50 จุด ในเวลาสี่สัปดาห์ คนไข้ร้อยละ 80 ที่มีความดันสูงได้ลดลง และคนไข้ร้อยละ 50 ของคนไข้เหล่านี้ได้ลดหรือเลิกยาลดความดันเลือด ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้ายังสังเกตเห็นอีกว่าคนไข้ที่มีอาการอ้วนได้มีการลดน้ำหนักลงอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่ร่างกายยังคงเหมือนเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น “นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้สูญเสียกล้ามเนื้อ” เขากล่าว “ดังนั้นเราเห็นแล้วว่าเรื่องของกรด-ด่างที่เราพูดถึงสร้างความแตกต่าง”

ยังมีอย่างอื่นที่เขาได้ค้นพบ – การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกาย “ร้อยละ 85 ของคนไข้มีการลดลงของอุณหภูมิ ” ดร. วิคเตอร์ มาร์เซีย-เวก้ากล่าว “คนไข้ส่วนใหญ่ที่มีภาวะความเป็นกรดจะมีอุณหภูมิต่ำ หมายถึงพลังงานที่ต่ำ เมื่อคุณมีพลังงานน้อย คุณก็จะป่วย เมื่อคุณป่วย พลังงานของคุณก็ต่ำ เมื่อคุณมีภาวะความเป็นกรด พลังงานก็จะต่ำ ทั้งหมดนี้หมายความถึงการมีอุณหภูมิต่ำ อุณหภูมิปกติจะอยู่ที่ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นเราจึงเห็นคนไข้ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติเหล่านี้มีการแก้ไขด้วยตนเองด้วยโกจิ จูสในร้อยละ 85 ของการศึกษา นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ระดับน้ำตาลในเลือดมีการลดลงถึงร้อยละ 64 ของคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกว่าครึ่งของพวกเขาลดหรือเลิกการใช้ยา

ดร. เจอร์รี่ ชอว์ผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปีในการประกอบอาชีพแพทย์ทางด้านการจัดกระดูกสันหลัง ไม่ได้รู้สึกแปลกใจต่อการค้นพบของ ดร. มาร์เซีย-เวก้า การประชุมด้านสุขภาพเกี่ยวกับโกจิเมื่อไม่นานมานี้ ดร. ชอว์ กล่าวว่า “นักบำบัดชาวฮิมาลัยโบราณได้รู้มาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วว่าผู้คนมีสุขภาพที่ดีกว่าและแข็งแรงกว่า และมีชีวิตที่ยาวนานกว่าเมื่อพวกเขาดื่มโกจิ” ในช่วงที่ประกอบอาชีพแพทย์ ดร. ชอว์ตระหนักถึงความสำคัญของการมีการโภชนาการที่มีคุณภาพสูงคือสุขภาพโดยรวมของคนไข้เขากล่าวว่าโกจิเป็นตัวอย่างของยุคสมัยเก่าพบกับยุคสมัยใหม่

ดร. ชอว์ กล่าวว่าร่างกายของมนุษย์มักจะพยายามรักษาสมดุลย์ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกรด-ด่าง การมีอุณหภูมิร่างกายที่เหมาะสม หรือสมดุลย์ของสารที่เป็นตัวนำไฟฟ้า (balance of electrolytes) “นี่คือความหมายของสุขภาพ นั่นคือการมีสมดุลย์ที่เหมาะสมคงที่” เขากล่าว “และนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าโกจิมีส่วนร่วมอย่างมาก ไม่ใช่เพียงในเรื่องของความเป็นกรด-ด่าง แต่ยังเป็นการช่วยการทำงานของเซลล์ให้ทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้รักษาสมดุลย์ ทำให้มีสุขภาพที่ดีโดยธรรมชาติ และภาวะความเป็นกรด-ด่างก็มีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก มันเป็นส่วนสำคัญมากของการรักษาความสมดุลย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายคือปราการแรกในการต่อสู้กับเชื้อโรค

คุณอาจจะไม่เคยตระหนักถึงมัน แต่ร่างกายของคุณถูกเล่นงานทุกวันจากจุลินทรีย์ สารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ และสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ต้องขอบคุณที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของเราทำงานอย่างหนักในการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นตัวการในการทำร้ายคุณ มันจะตรวจหาและทำลายผู้บุกรุก และจะทำการปกป้องร่างกายของคุณในการที่จะพัฒนาเชื้อโรค

แม้ว่าการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งมันก็อาจต้องทำงานอย่างหนักจากการติดเชื้อบางชนิดและเซลล์มะเร็งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สำหรับบางคน ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของตัวเองทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง อย่างเช่นโรคกล้ามเนื้อและข้ออักเสบหรือ Lupus (โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง) ทุกวันนี้โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองเกิดร้อยละ 5-7 ของจำนวนประชากร สิ่งที่น่ากังวลก็คือสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองนั้นยังคงไม่เป็นที่ทราบแน่นอน

ระบบการคุ้มกันของร่างกาย

 ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของคุณประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ เนื้อเยื่อและอวัยวะที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดเลือดขาวถูกผลิตและกักเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงต่อมไร้ท่อ ม้าม และที่ไขกระดูก ไหลเวียนไปในร่างกายผ่านทางต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือดและได้รับการควบคุมตลอดเวลาหากเกิดการทำลายในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย สิ่งที่พวกมันมองหาเป็นพิเศษก็คือสารที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย – สารแปลกปลอมที่นำเข้าสู่ร่างกาย เช่นไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อรา,และสารพิษ สารที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายยังรวมไปถึงวัตถุอย่างอื่นที่ระบบภูมิคุ้มกันมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมเพราะว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย อย่างเช่นเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

หากมีการพบสารที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายพาโกไซต์ส (Phagocytes) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวประเภทหนึ่งก็จะจัดการกับมัน นิวโทรฟิลส์ (Neutrophils)คือเม็ดเลือดขาวประเภทหนึ่งที่จัดการกับแบคทีเรีย เม็ดเลือดขาวประเภทอื่นรวมไปถึง แมคโครเฟจส์ (Macrophages) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องเก็บของเสียที่จัดการเก็บกวาดเซลล์ที่ตายแล้ว, สารแปลกปลอม, และเศษอื่นๆแบโซฟิลส์ (Basophiles) คือเม็ดเลือดขาวเม็ดเล็กๆ ที่สามารถจัดการเชื้อจุลินทรีย์ แต่ก็ยังปล่อยฮีสตามีนและสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ลิมโฟไซด์ (Lymphocytes) คือระบบภูมิคุ้มกันเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในเลือด น้ำเหลืองและเนื้อเยื่อ lymphoid สองประเภทหลักๆ ก็คือ ทีเซลล์และบีเซลล์ ทีเซลล์คือ ลิมโฟไซด์ที่เกิดที่ต่อมไร้ท่อที่อยู่ข้างหลังกระดูกและทำหน้าที่เหมือนหน่วยจู่โจมที่จัดการและฆ่าไวรัสและแบคทีเรียที่หลบซ่อนอยู่ในเซลล์ของร่างกาย และฆ่าเซลล์เนื้องอกที่พบเจอลิมโฟไซด์บี ถูกผลิตขึ้นที่ไขกระดูก ทำให้ร่างกายสามารถจดจำผู้ที่เคยบุกรุกเข้ามา เตรียมการในการสู้รบอย่างรวดเร็วและจัดการกับมันโดยทันที เซลล์จะทำการขับ ภูมิคุ้มกันบางชนิดในการตอบโต้การกระตุ้นที่เกิดจากสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันภูมิคุ้มกันรวมเข้ากับสารที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันบางตัวที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และเมื่อรวมเข้ากันแล้ว ก็อาจโดนเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆทำลาย ภูมิคุ้มกันโรคจะอยู่ในร่างกายต่อไปหลังจากที่ระบบภูมิคุ้มกันได้ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่ภูมิคุ้มกันดึงออกมานี่คือเหตุผลว่าทำไมเชื้อโรคที่ติดต่อได้บางชนิดอย่างโรคคางทูม ที่ถ้าหากเคยเป็นแล้วก็จะไม่เป็นอีก

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ทำงาน

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงและทำงานอย่างราบรื่นเป็นแนวหน้าที่มีความสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับไวรัส, แบคทีเรีย,สารที่ทำให้เกิดมะเร็ง, และสารพิษต่างๆ ที่มีอันตรายต่อร่างกาย เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณไม่ทำงานหรือเกิดความผิดพลาดมันก็อาจก่อให้เกิดความผิดปกติและเป็นโรค

โรคภูมิแพ้ (ไม่ว่าจะจากละอองเกสรไปจนถึงการแพ้ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่เป็นที่แพร่หลายมากที่สุด สถาบันโรคภูมิแพ้และการติดเชื้อรายงานว่าชาวอเมริกันกว่า 60 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะมาจากระบบภูมิคุ้มกันแสดงอาการผิด ตัวอย่างเช่น เมื่อบางคนพบกับสารที่ไม่มีอันตรายอย่างเช่นเกสรของหญ้าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็สร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า IgE มากเกินไปภูมิคุ้มกันเหล่านี้ติดอยู่กับเซลล์เล็กๆของปอด, ผิวหนัง, ลิ้น,และเยื่อบุจมูก, และในบริเวณกระเพาะอาหาร หากคนคนนั้นพบกับเกสรของหญ้าอีก IgE ก็จะปล่อยสารเคมีที่มีพลังที่ก่อให้เกิดการจาม และอาการอื่นๆ ที่เป็นอาการของภูมิแพ้บางครั้ง ระบบความจำของภูมิคุ้มกันก็อาจบกพร่องและร่างกายก็เริ่มการสร้างภูมิคุ้มกันและทีเซลล์ซึ่งเป็นการต่อต้านเซลล์ของตัวเองและอวัยวะอื่นๆ ผลก็คือโรคภูมิคุ้มกัน ศูนย์ข้อมูลสุขภาพสตรีแห่งชาติกล่าวว่า มีโรคภูมิคุ้มกันอยู่กว่า 80 ชนิด จากภูมิแพ้ที่เกิดที่ผิวหนัง Grave’s Disease (ไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไป)จนถึงการแข็งตัวของเนื้อเยื่อหลายแห่งและโรคข้ออักเสบ แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานต่อต้านร่างกายทั้งๆ ที่ควรปกป้อง? ตามข้อมูลของ The National Institute ofArthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases บ่งบอกว่าไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าอาจเกิดจากปฏิกิริยาของยีนและปัจจัยแวดล้อม อย่างเช่นการติดเชื้อและการใช้ยาบางชนิด

เอดส์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสับสนวุ่นวายที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติอย่างรุนแรงนี้นี้เกิดจากเชื้อ HIV ซึ่งทำลายเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ต้องใช้ในการต่อสู้กับมัน HIV สร้างความบกพร่องในเซลล์ร่างกายและต่อเข้ากับ DNA ที่ติดเชื้อทำให้เซลล์เหล่านั้นกวนไวรัสใหม่ๆ ผลของการถูกกระทบที่มากขึ้นต่อโอกาสในการติดเชื้อและมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Kaposi’s sarcoma ซึ่งยังไม่พบวิธีการรักษา

มะเร็งมาในหลากหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะในแบบใด โรคนี้ก็เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่องซึ่งทำให้เกิดการเติบโตที่ผิดปกติและลุกลามของเซลล์ที่ผิดปกติ นี่ยังเป็นเรื่องที่ธรรมดาแต่ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจ สถาบันโรคมะเร็งชี้ว่ามีคนอเมริกันกว่า 1.2 ล้านคนที่เป็นมะเร็งในแต่ละปี ความจริงแล้ว มีการวินิจฉัยโรคมะเร็งใหม่ๆ ในทุก 30 วินาทีในประเทศอเมริกา ทฤษฎีหนึ่งได้กล่าวไว้ว่าเซลล์ที่ทำการลาดตระเวนในระบบภูมิคุ้มกันจะทำให้เกิดความระแวดระวังในร่างกายอย่างต่อเนื่อง การจับและจัดการฆ่าเซลล์ที่กำลังเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ไม่ดี เนื้องอกเกิดขึ้นเมื่อมีความบกพร่องในการระแวดระวังหรือการทำงานหนักเกินไปของเซลล์ทำไมมันจึงเป็นทฤษฎี

แล้วทำไมจึงจะเสี่ยงกันอีก?...ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะช่วยได้

โกจิเบอรรี่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันให้สมดุลย์

มีวิธีการใดที่จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ การพร้อมที่จะทำงานอย่างแม่นยำในการที่จะปกป้องคุณจากการติดเชื้อ โรคร้าย และสิ่งอื่นที่ทำให้เกิดการตอบโต้ทางภูมิคุ้มกันที่เกินเหตุ?

คำตอบก็คือมี และจากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารอาหาร ดร. เอิร์ล เมนเดลล์ ว่าการบริโภคโกจิเบอร์รี่อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการที่จะรักษาสมดุลย์ของระบบภูมิคุ้มกันอย่างเป็นธรรมชาติ เป้าหมายควรจะเป็นการที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่ใช่เป็นเพียงการเสริมเท่านั้น – ซึ่งอาจไม่เป็นวิธีการที่ฉลาดนัก ในทางกลับกัน ดร. เมนเดลล์ อธิบายว่าระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานอย่างดีที่สุดต้องการความสมดุลย์และสารอาหารในโกจิเบอร์รี่ ซึ่งช่วยให้ได้รับความสมดุลย์นี่อย่างเป็นธรรมชาติ

ดร. เจมส์ ดุ๊ก ซึ่งเป็นนักชาติพันธุ์วิทยาได้แบ่งประเภทของโกจิว่าเป็นภูมิคุ้มกันโรค สารที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ที่สามารถรักษาสมดุลย์และทำให้ระบบคุ้มกันเข้าสู่สภาวะปกติ

“ในฐานะที่เป็นนักดัดแปลง โกจิสามารถทำหน้าที่เป็นผู้รักษาสมดุลย์ของภูมิคุ้มกัน ช่วยในการสร้างการทำงานที่แข็งแรงและเป็นปกติ” ดร. เมนเดลล์กล่าว “และโพลีแซคคาไรด์ในโกจิส่งเสริมและรักษาการทำงานของระบบเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปถึงทีเซลล์, cytotoxic T-Cells, NK (natural killer) cells, lysozyme, interleukin-2, tumor necrosis factor,และ the immunoglobulins IgG และ IgA โกจิไม่เพียงแต่เพิ่มจำนวน lymphocyte เท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเมื่อร่างกายถูกโจมตีในทวีปเอเชีย โกจิเบอร์รี่ได้ถูกใช้ในการบำบัดรักษามาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น สารต้านอนุมูลอิสระในโกจิและสารอาหารอื่นๆ อาจมีความสามารถในการสร้างและซ่อมแซม DNA ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน “โกจิยังสามารถช่วยทำลายเซลล์เนื้องอกโดย inducing apoptosis ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์มะเร็งอ่อนแอลงและถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก” ดร. เมนเดลล์กล่าว

จากการวิจัยรวมไปถึงการใช้โกจิเบอร์รี่ในการรักษาสมดุลย์และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง ดร. เมนเดลล์แนะนำให้ดื่มโกจิวันละ 2-4 ออนส์ (60 – 120 มล.)

แล้วคุณล่ะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงแล้วหรือยัง?

 

 

 

ผลโกจิ คืออะไร

posted on 17 Sep 2009 15:43 by healthsecret

 

คุณเคยได้ยินชื่อ "ผลโกจิ" ไหม?

 

หากคุณไม่เคยได้ยินมาก่อน คงไม่ใช่เพียงคุณคนเดียว..ผมก็เช่นกัน! และนั่นกำลังจะเปลี่ยนไป ผลเบอร์รี่สีแดงเล็กๆนี้กำลังจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่คุณ ผมรู้จักมันในนามของ "เก๋ากี๊" ที่ชาวจีนเขาเรียกกันและมันมีชื่อในภาษาลาตินว่า "Lycium Barbarum" ไลเซี่ยม บาบารัม

"โกจิ" เป็นส่วนประกอบสำคัญในยาแผนโบราณของชาวเอเชียสืบต่อกันมาหลายต่อหลายชั่วอายุคน ความลับเกี่ยวกับคุณค่าทางด้านสารอาหารยังคงเป็นความลึกลับที่ยังไม่สามารถอธิบายให้กับทุกคนได้รับรู้

กล่าวกันว่าเถาโกจิได้เจริญงอกงามในหุบของเทือกเขาหิมาลัยตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเวลา เถาโกจิได้เจริญงอกงามในหุบของเทือกเขาหิมาลัยไม่เกิน 50 ล้านปีที่ผ่านมา!

ดังนั้นโกจิจากเทือกเขาหิมาลัยจึงเป็นพันธุ์ต้นกำเนิดที่แท้จริง

ในอดีตกาลไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าโกจิได้ชื่อของมันมาได้อย่างไร แต่มีการเสนอชื่อนั้นมาจาก "โกจอล" (Gojal) ส่วนของเทือกเขาหิมาลัยที่กั้นเขตแดนของหุบเขาหรรษา แต่ที่แน่ชัดก็คือ ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรชาวฮิมาลายันเป็นเผ่าแรกที่เป็นนักธรรมชาติบำบัดซึ่งได้แบ่งปันความลับของพวกเขาให้กับชาวจีน ชาวธิเบต ชาวอินเดีย และชนชาติอื่นๆ ผู้คนที่มาเรียนรู้ได้นำโกจิกลับบ้านเกิดเมืองนอน และเพาะปลูกมันในหุบเขาของตน ซึ่งเป็นการช่วยเผยแพร่ตำนานของผลไม้ที่แสนวิเศษและมีคุณค่าทางอาหารสูงสุด

เครื่องหมายอีกอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่า โกจิจากเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิด ก็คือมันมีคุณลักษณะทุกอย่างที่ต้องการในสัดส่วนที่สมดุลย์อย่างสมบูรณ์แบบ ปริมาณสารโพลีแซคคาไรค์ของมันสูงอย่างโดดเด่น ลายเซ็นสเปกตรัมเป็นเอกลักษณ์ของมัน และมันเปรียบเสมือนเป็นอุปกรณ์บรรจุที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเก็บกักและถ่ายโอนพลังงานจากพระอาทิตย์ ซึ่งวัดได้จากผลกระทบแบบชอมเบิร์ก(The Schomberg Effect) ที่สูงเป็นพิเศษของมัน

คุณประโยชน์และผลดีต่อสุขภาพของผลโกจิ 24 อันดับแรก

  1. ยืดอายุขัย  ปกป้องร่างกายของคุณจากกการแก่ก่อนวัย  โดยกระบวนการต้านอนุมูลอิสระที่ทรง      
    ประสิทธิภาพ
  2. เพิ่มพลังงานและกำลังวังชาของคุณ  โดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ
  3. ทำให้คุณรู้สึกและดูอ่อนกว่าวัย  ผลโกจิกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตในมนุษย์  (human growth hormone) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความหนุ่มสาว”
  4. รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
  5. ลดคลอเรสเตอรอล
  6. รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปรกติ สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานระยะเริ่มแรก
  7. เสริมสมรรถภาพทางเพศ และรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  8. ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้
  9. บรรเทาอาการปวด และวิงเวียนศีรษะ
  10. บรรเทาอาการนอนไม่หลับ  และปรับปรุงคุณภาพของการนอน
  11. ส่งเสริมสุขภาพตา และปรับปรุงสายตาให้ดีขึ้น
  12. ทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงขึ้น
  13. ปรับปรุงความต้านทานโรค
  14. สร้างเลือดที่สมบูรณ์ เพิ่มการผลิตเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด
  15. ส่งเสริมให้การทำงานของตับเป็นปรกติ
  16. บำบัดอาการหมดประจำเดือน
  17. ป้องกันอาการคลื่นไส้ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์
  18. ปรับปรุงการเจริญพันธุ์
  19. ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกของคุณแข็งแรง
  20. ปรับปรุงความจำ และความสามารถในการระลึกรู้
  21. ส่งเสริมให้การทำงานของไตเป็นปรกติ
  22. บรรเทาอาการไอแห้งๆแบบเรื้อรัง
  23. บรรเทาความกังวล และความเครียด
  24. เสริมความมีชีวิตชีวา และทำให้จิตใจแจ่มใส

คุณสมบัติประการสุดท้ายอธิบายว่าทำไม  โกจิจึงได้ชื่อว่า “ผลไม้แห่งความสุข” Happy Berry โดยแท้จริงแล้ว เป็นที่ทราบกันว่า ผลข้างเคียงของโกจิที่ทราบกันมีเพียงอย่างเดียวคือ  การบริโภคอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คุณหยุดยิ้มไม่ได้!

เริ่มตั้งแต่มีการค้นพบโกจิในหุบเขาฮิมาลัย ผู้ที่รับถึงประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ของผลโกจิรู้สึกถึงพลังอันน่าเกรงขามในการรักษาสุขภาพของผลโกจิ งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่มีอายุยืนนานที่สุดในโลกหลายๆคนรับประทานผลไม้สีแดงเบอรรี่ผลเล็กๆนี้เป็นประจำทุกวัน ซึ่งมันอาจเป็นอาหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการช่วยต่อสู้กับความชราภาพ

คุณล่ะต้องการมีชีวิตยืนยาวเท่าไร?